เสริมสร้างคุณธรรม

สวัสดี เพื่อนบาไฮศาสนิกชนที่รัก

ในข่าวสาส์นที่ส่งถึงผู้เข้าร่วมประชุม ในการประชุมนานาชาติที่กรุงดับบลิน สภายุติธรรมสากลได้เรียกร้องให้บาไฮศาสนิกชนร่วมมือกันพัฒนาคุณธรรม ขึ้นในสังคมบาไฮ เพื่อนๆที่เข้าร่วมการประชุมบางท่านได้ถามถึงความหมายของคำว่า ?การพัฒนาคุณธรรม? และต้องการจะทราบว่าทำอย่างไรเราถึงจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ คำว่า ?ดวงจิตอันทรงธรรม? นี้เมื่อใช้ในความหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับบาไฮอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจไปคนละแบบ หรืออาจจะทำให้เกิดความเข้าใจสับสนกันในแต่ละบุคคล การพัฒนาคุณธรรมในจิตใจไม่ได้หมายความถึงการเป็นคนที่มีแต่ ใฝ่ฝันถึงความสะสวยดีงามของโลก โดยไม่ให้ความสนใจต่อความเป็นไปของโลก

ความหมายของการพัฒนาจิตใจ ให้ทรงธรรมในสังคมบาไฮนั้น แปลง่ายๆคือ เมื่อใดที่ดวงจิตของเราได้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับพระองค์พระศาสดาบาฮาอุลลาห์ เมื่อนั้นดวงจิตดวงนั้นก็จะได้รับการพัฒนา บาไฮที่แท้จริงนั้นคือเมื่อดวงจิตของเขาถูกดึงดูดให้ใกล้ชิด และมีความผูกพันกับพระบาฮาอุลลาห์ ดวงจิตของเขาก็จะค่อยๆได้รับการพัฒนาเขาจะเริ่มมีความจงรักภักดีต่อองค์พระศาสดา เขาจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์อย่างเต็มหัวใจ และจะรับใช้ศาสนาของพระองค์ด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดความสามารถ

การพัฒนาคุณธรรมในจิตใจของสังคมบาไฮ

ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ

พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จะสอนให้เรามีความเข้าใจเรื่องนี้อย่างซาบซึ้ง มนุษย์เรานี้ประกอบขึ้นด้วยสิ่ง 2 สิ่ง สิ่งแรกนั้นเราสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ สิ่งนั้นคือรูปกาย สิ่งที่สองนั้นเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ สิ่งนั้นก็คือจิตวิญญาณ เรามีความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับรูปกายหรือร่างกายของเรา แต่ความรู้ในด้านของจิตวิญญาณนั้นยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปกว่าส่วนของร่างกายเสียอีก ?จิตวิญญาณของมนุษย์ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากโลกแห่งวัตถุแห่งนี้ วิญญาณกำเนิดมาจากโลกแห่งจิตวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า ในระหว่างที่ทารกเริ่มปฏิสนธิและเจริญเติบโตขึ้นในครรภ์ของผู้เป็นมารดา ดวงจิตของทารกก็จะเริ่มมีความผูกพันกับร่างกาย เนื่องด้วยดวงจิตนั้นเป็นจิตวิญญาณ และไม่ใช่เป็นมวลวัตถุ จิตวิญญาณจึงไม่สามารถเคลื่อนเข้าไปหรือเคลื่อนออกมาจากร่างกายได้ ดวงจิตนั้นมีอำนาจเหนือการเคลื่อนไหวเข้าออกไปทุกทิศทาง จิตวิญญาณเป็นอิสระจากสภาวะต่างๆของโลก ?ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องของจิตวิญญาณนั้นเปรียบได้เหมือนกับความสัมพันธ์ของแสงสว่างกับกระจกเงา ตัวแสงสว่างนั้นไม่ได้อยู่ในกระจกเงามันเพียงแต่ถูกสะท้อนไปในกระจกเงา และเมื่อเคลื่อนกระจกเงาออกไป ตัวแสงสว่างนั้นจะไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปด้วยกับกระจกเงา

เนื่องด้วยดวงจิตนั้นเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงกว่าสรรพสิ่งทั้งมวล สมองของเราจึงไม่มีความสามรถพอที่จะเข้าใจคุณลักษณะของมัน ไม่มีอำนาจพอที่จะหยั่งรู้แก่นสาระของจิตวิญญาณได้ ?ส่วนที่เราพอจะเข้าใจได้ก็มีเพียงแต่คุณลักษณะของคุณธรรมของจิตวิญญาณเท่านั้น ขณะที่เรากำลังมีชีวิตอยู่ในภพนี้ เราไม่อาจเข้าใจเรื่องจิตวิญญาณอย่างถ่องแท้ได้ ฉะนั้นความรู้ของเราในเรื่องของดวงจิตวิญญาณจึงได้มาจากองค์พระศาสดาผู้ซึ่งได้ถ่ายทอดความหมายที่สำคัญของจิตวิญญาณผ่านทางพระวจนะ และคำสั่งสอนของพระองค์กระนั้นก็ดี พระวจนะนั้นก็หาเป็นเครื่องมือที่มีอำนาจเพียงพอสำหรับที่จะใช้อธิบายความหมายที่ถ่องแท้ของจิตวิญญาณได้ สรรพสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างสรรค์ขึ้นนั้นเป็นเพียงหน่วยเดียวในสรรพสิ่งนั้นประกอบด้วยจิตวิญญาณและรูปวัตถุ กฎและหลักอันเดียวกันโดยธรรมชาติก็จะพบได้ ในอาณาจักรของดวงวิญญาณ แต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับสถานะที่สูงขึ้นไป ?อาณาจักรที่ต่ำกว่าจะไม่มีรูปลักษณะดังกล่าว

ความคล้ายคลึงกันระหว่างร่างกายและวิญญาณ

เนื่องจากว่ากฎเกณฑ์แห่งการดำรงอยู่นั้นครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นปรากฏการณ์ต่างๆที่เราเห็นในโลกวัตถุนี้มีส่วนเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกของจิตวิญญาณด้วย ?ขอให้เราลองมาศึกษาเกี่ยวกับส่วนประกอบบางอย่างของดวงวิญญาณโดยใช้กฎเกณฑ์เบื้องต้นนี้เป็นหลัก ถ้าหากเราศึกษาพระคัมภีร์ของพระศาสดาบาฮาอุลลาห์ และของพระอับดุลบาฮา จะพบว่าดวงจิตวิญญาณที่กำลังดำรงอยู่ในโลกวัตถุนี้เหมือนกับทารกที่กำลังปฏิสนธิในครรภ์มารดา ในสภาวะนี้จิตวิญญาณและการก่อกำเนิดของทารกมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ ?และความเข้าใจในสภาวะหนึ่งจะนำเราให้เข้าใจอีกสภาวะหนึ่งได้ แต่เป็นความเข้าใจที่อยู่ในระดับจำกัด

เราเรียนรู้ว่า รูปกายหรือร่างกายของมนุษย์นั้นเจริญเติบโตขึ้นในครรภ์ของผู้เป็นมารดา ในระหว่างนั้นแขนขาและอวัยวะส่วนอื่นๆก็จะพัฒนาขึ้นเพื่อจะได้ใช้หลังจากที่คลอดจากครรภ์มารดาแล้ว ฉะนั้น โดยธรรมชาติร่างกายของเราก็จะผลิตแต่อวัยวะที่มีคุณลักษณะที่สมบูรณ์หรือดีพอที่จะนำมาใช้ในโลกนี้ ?กฎเกณฑ์อันเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้ในอาราจักรของดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณที่ผ่านการพัฒนาในโลกนี้จะอุดมด้วยคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ในภพหน้า ฉะนั้นเราจะเห็นว่าสภาวะของทารกในครรภ์ของมารดาและสภาวะของดวงวิญญาณในโลกปัจจุบันนี้แท้จริงแล้วมีความคล้ายคลึงกัน

วิญญาณสามารถรับได้แต่เฉพาะคุณธรรมความดีเท่านั้น

เราจะสังเกตได้ว่าในโลกแห่งกายภาคนั้น ทารกในครรภ์ของมารดานั้นจะเริ่มตัวขึ้นจากเซลล์ๆเดียว ในขณะที่กาลเวลาผ่านพ้นไป เซลล์นั้นก็จะเริ่มแตกขยายตัวขึ้น อวัยวะและส่วนต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มมีขึ้น ?และแล้วสภาพของชีวิตทารกในครรภ์ก็มาถึงจุดจบ ทั้งนี้เพราะทารกได้ถือกำเนิดออกมาอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน มาถึงจุดนี้ เราก็จะเห็นสภาพความแตกต่างระหว่างเซลล์แรกที่ชีวิตทารกเริ่มก่อตัวขึ้น และการเจริญก้าวหน้าของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด

สถานการณ์อย่างเดียวกันนี้ก็ได้เกิดกับดวงจิต จุดกำเนิดของดวงจิตนั้นปราศจากซึ่งประสบการณ์ ปรากฏการณ์ที่เกิดกับทารกนี้บังเกิดกับดวงวิญญาณเช่นกัน ดวงวิญญาณในระยะก่อกำเนิดทุกดวงจะปราศจากประสบการณ์ ทุกดวงซ่อนเร้นคุณลักษณะ หรือพลังอำนาจซึ่งเป็นลักษณะประจำดวงวิญญาณไว้อยู่ภายใน ในช่วงระหว่างที่ดวงวิญญาณมีความเกี่ยวพันกับร่างกายขณะที่อยู่ในโลกนี้ ดวงวิญญาณก็จะพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเองจนอุดมด้วยคุณลักษณะและคุณธรรมซึ่งจะติดต่อดวงวิญญาณนั้นอีกไปในภพหน้า ดวงวิญญาณไม่สามารถนำคุณลักษณะที่ไม่ดีติดตัวไปด้วยได้ เพราะส่วนที่ไม่ดีนั้นมีความหมายในนัยที่เราเรียกว่าเป็นส่วนที่ขาดคุณลักษณะ และส่วนที่ขาดหายไปนี้ก็ไม่ปรากฏให้เห็นนั่นเอง ในทำนองเดียวกันกับความที่ขาดแคลนบังเกิดขึ้นจากการปราศจากความมั่งคั่งร่ำรวย ถ้าบุคคลดำรงชีพอยู่อย่างขาดคุณธรรม ดวงจิตของเขาก็จะตกต่ำ และดวงจิตนั้นก็สามารถนำเอาส่วนดีซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้นติดตัวไปในโลกหน้า

จากการศึกษาพระคัมภีร์ พอจะรวบรวมความเข้าใจได้ว่า ในทำนองเดียวกันในโลกนี้ สรรพสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นมีระดับต่างๆกัน เป็นต้นว่า ระดับแร่ธาตุ ธัญพืช สัตว์ และมนุษย์ และในแต่ละระดับยังมีประเภทแยกย่อยลงไปอีก โลกแห่งดวงจิตวิญญาณก็เช่นกัน ??ดวงวิญญาณจะพัฒนาอยู่ในระดับต่างๆกัน ส่วนดวงวิญญาณของใครจะได้อยู่ในระดับไหนนั้นขึ้นอยู่กับคุณธรรมที่ติดตัวไปอยู่ในภพหน้า ดวงวิญญาณของผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าตนจะไม่สามารถเข้าใจบรรดาวิญญาณที่อยู่ในระดับสูงกว่าตน ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า หลักการของพระผู้เป็นเจ้าที่ใช้กับโลกกายภาค เท่าที่เห็นได้ในสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นยังถูกนำไปใช้ในโลกแห่งจิตวิญญาณด้วย

ภพหน้าอยู่ที่ไหน ?

ตัวอย่างที่หยิบยกมาพิจารณาอีกข้อหนึ่งก็คือ สิ่งที่มีชีวิตในระดับที่สูงขึ้นไปนั้นหมุนเวียนและอาศัยสรรพสิ่งในระดับรองลงไป ในโลกแห่งวัตถุนี้ เราจะเห็นได้ว่าสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายล้วนได้รับสิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตจากแร่ธาตุ

ธรรมลิขิตบทหนึ่งของพระบาฮาอุลลาห์ระบุไว้ว่า โลกแห่งจิตวิญญาณหมุนอยู่รอบๆ โลกของเราแห่งนี้ นั่นแสดงว่าภพหน้านั้นมิได้ถูกแยกออกไปต่างห่างจากโลกนี้ แต่แท้จริงแล้วกลับห้องล้อมอยู่อย่างใกล้ชิดนั่นเอง ?เราย่อมเห็นจากธรรมชาติได้ว่า ทารกที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดาจะไม่สามารถค้นพบได้เลยว่า โลกที่เขาจะมาอยู่นั้นอยู่ใกล้ชิดกับเขาอย่างน่าอัศจรรย์เพียงไร ระหว่างโลกทั้งสองนี้มีเพียงเยื่อใยบางๆเท่านั้นที่กั้นไว้ ?หลักการข้อนี้มีปรากฏอยู่ในโลกแห่งจิตวิญญาณด้วย กล่าวคือ ดวงวิญญาณนั้นช่างอยู่ใกล้ชิดกับตนมาก่อนมากเพียงไร แต่ตราบใดที่ดวงวิญญาณยังสถิตอยู่ในร่างกาย ตราบนั้น ภพหน้าและความยิ่งใหญ่ของดวงวิญญาณก็จะถูกปิดบังซ่อนเร้นจากการรู้เห็นของมนุษย์

ในอีกตอนหนึ่ง พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงทรงลิขิตไว้ในพระธรรมบทว่า ถ้าหากเราได้ล่วงรู้สภาวะที่กำหนดไว้แก่ศาสนิกชนที่ดำเนินชีวิตตามครรลองแห่งธรรม-แม้เพียงส่วนน้อยนิดเทียบเท่าการได้มองเห็นผ่านรูเข็ม เราทุกคนก็จะต้องแตกดับลงด้วยความปีติยินดีอันท่วมท้น ตราบใดก็ตามที่ทารกน้อยในครรภ์มารดายังไม่สามารถค้นพบความยิ่งใหญ่และความงามที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้ ?ตราบนั้นดวงวิญญาณที่ยังแฝงอยู่ในกายมนุษย์ ก็จะไม่ได้ประจักษ์อาณาจักรอันสูงส่งของโลกวิญญาณเช่นกัน

จุดมุ่งหมายในการสร้างมนุษย์

ในทรรศนะแห่งพระธรรมที่เปิดเผยโดยพระบาอาอุลลาห์ อะไรคือจุดมุ่งหมายในการที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมา ? ?พระบาฮาอุลลาห์ทรงตรัสว่า ?จุดประสงค์ทั้งที่แล้วมาในอดีตและในอนาคตของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสร้างมนุษย์นั้นก็เพื่อให้มนุษย์นั้นก็เพื่อให้มนุษย์ได้รู้จักพระผู้สร้างและได้เข้าเฝ้าพระองค์ ?มนุษย์จะได้รู้จักและได้เข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าก็ด้วยการยอมรับ พระศาสดาของพระองค์ การหันดวงจิตไปหาพระศาสดาและได้รับพระกรุณาธิคุณที่หลั่งไหลมานั้น จะทำให้มนุษย์เรืองรองผ่องใสด้วยแรงศรัทธา เฉกเช่นเดียวกับการกำเนิดของทารก เด็กทารกไม่สามารถถือกำเนิดโดยปราศจากบิดาฉันใด ?มนุษย์ก็จะไม่ได้รับแรงศรัทธา โดยปราศจากความช่วยเหลือจากพระศาสดาฉันนั้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่มนุษย์จะต้องรู้จักพระศาสดาและพร้อมกันนั้นต้องสร้างสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับพระองค์ด้วย

พระธรรมที่เปิดเผยโดยพระบาฮาอุลลาห์ สำหรับยุคนี้มีวัตถุประสงค์หลักที่การนำแสงสว่างมาสู่จิตใจของมวลมนุษย์ พระธรรมนี้ดลบันดาลใจของมนุษย์ให้มี แรงศรัทธา การสร้างมนุษยชาติเผ่าพันธุ์ใหม่สำเร็จลง โดยอาศัยพระธรรมคำสอนนี้ มนุษย์จะกลายเป็นคนที่อุดมด้วยภูมิธรรมซึ่งจะพัฒนากลายเป็นคนที่มีความศรัทธาต่อไปได้นั้น จำเป็นที่มนุษย์จะต้องตั้งจิตสู่พระบาฮาอุลลาห์ด้วยใจสักการ จากนั้นจึงพลีชีวิตจิตใจให้กับการเรียนรู้ที่จะรักพระองค์ นี่คือจุดหมายปลายทางสุดท้ายอันเรืองรองของมนุษย์ สมตามเจตจำนงที่ถูกสร้างขึ้นมา

อาหารของจิตวิญญาณ

ในทันทีที่หัวใจของสาธุชนได้สัมผัสความรักของพระบาฮาอุลลาห์ แล้วตอบรับว่า ?ข้าพเจ้าเชื่อ?แรงศรัทธาก็จะบังเกิดขึ้นในตัวเขา นี่คือความหมายของการเกิดใหม่ครั้งที่สองดังได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนา ทารกแรกเกิดต้องการอาหารเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตฉันใดเราต้องรับอาหารทางจิตเพื่อหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณของเราฉันนั้น

อาหารทิพย์สำหรับจิตวิญญาณนั้นก็คือ พระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าที่เผยผ่านพระศาสดาบาฮาอุลลาห์สำหรับโลกยุคนี้โดยอาศัยการอ่านและศึกษาพระวจนะของพระองค์ ?แรงศรัทธาในศาสนาก็ค่อยแก่กล้าขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งถึงระดับที่มีความมั่นใจ และสาธุชนผู้นั้นก็จะประสบแต่ความสุขในชีวิตอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากสาธุชนคนใด ละเลย ไม่อ่าน ไม่ศึกษาพระธรรมอันทรงความสำคัญยิ่งยวดนี้แล้ว พลังความศรัทธาของเขาก็จะค่อยๆเสื่อมถอยลง จนอาจสูญสิ้นไปเลยก็ได้

การพัฒนาจิตใจขั้นแรก

เปรียบประดุจดังมารดาที่ให้อาหารบุตรวันละหลายมื้อ พระบาฮาอุลลาห์ทรงมีโองการให้บาไฮศาสนิกชนอ่านพระธรรมวันละ 2 เวลา ในตอนเช้าและเย็น พระองค์ทรงระบุไว้ว่า ผู้ที่ละเลยไม่อ่านจะชื่อว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อพระกติกาของพระผู้เป็นเจ้า

การอ่านและสวดมนต์ไม่เหมือนกัน ขอท่านอย่าได้เข้าใจสับสนกัน พระวจนะของพระบาฮาอุลลาห์มีอยู่อย่างอุดมในพระคัมภีร์และสาส์นของพระองค์ การอ่านพระธรรมวจนะมีผลต่อจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับที่อาหารมีประโยชน์ต่อร่างกาย

พระบาฮาอุลลาหืได้ทรงลิขิตไว้ในพระคัมภีร์คีตาบีอัคดัส ว่า การอ่านพระธรรมของพระองค์ในขณะที่เกิดอาการเหนื่อยหน่ายนั้นหาได้ส่งบุญกุศลให้บังเกิดแก่ผู้อ่านไม่ ?พระองค์ตรัสไว้ว่า การอ่านพระธรรมเพียงสองสามบรรทัดด้วยจิตใจเบิกบานหรรษานั้น ดีกว่าการอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มด้วยอารมณ์หงุดหงิดและเบื่อหน่าย พระราชโองการนี้พ้องกับกฎธรรมชาติที่ว่า มนุษย์ย่อมจะรับประทานอาหารยามที่เขาหิวเท่านั้น สิ่งที่เหมือนกันอีกข้อหนึ่งโดยธรรมชาติก็คือ มนุษย์จะบริโภคอาหารอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน การับประทานอาหารเพียงมื้อเดียวในชั่วชีวิตนั้นนับว่าไม่เพียงพอ การอ่านพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นอาหารของจิตใจก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือถ้านานๆอ่านสักครั้งก็ย่อมถือว่าไม่เพียงพอ หากผู้ใดต้องการจะเจริญทางธรรมวจนะในพระคัมภีร์ทุกวัน วันละ 2 เวลาตามคำบัญชาของพระบาฮาอุลลาห์

จงปล่อยให้อำนาจแห่งพระวจนะหลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของเจ้า

จงปล่อยให้พระวจนะอันทรงอาชานุภาพซึมซาบเข้าไปในหัวใจเพื่อเป็นรงบำรุงความศรัทธาเชื่อมั่น ความซาบซึ้งในรสพระธรรมจะเกิดขึ้นถ้าเราจะตระหนักอยู่เสมอว่า พระธรรมคำสอนเหล่านี้อุดมด้วยศักยานุภาพอันยิ่งใหญ่ ?การอ่านพระธรรมในตอนเช้าด้วยความเข้าใจเช่นนี้ จะอำนวยให้เราสามารถส่งกระแสจิตถึงพระบาอาอุลลาห์ตลอดทั้งวันไม่ว่าเราจะอยู่ ณ ที่ทำงานหรือที่ใดก็ตาม การตรึกตรองนึกถึงพระธรรมวจนะของพระองค์เป็นหนทางที่ชักนำให้จิตวิญญาณของเราซึมซับรับพระธรรมเสมือนดังอาหารที่ถูกดูดซึมไปเลี้ยงร่างกาย เมื่อปฏิบัติตามนี้ได้ในช่วงเช้า ตกตอนเย็นเราก็จะหิวพระธรรมอีก ถ้าเราไม่มีความปรารถนาที่จะอ่านต่อไป นั่นย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าเราไม่ได้ยอมปล่อยใจให้ได้รับรสพระธรรมนั้น

ขั้นที่สอง

โยงการที่พระบาฮาอุลลาห์ให้ศาสนิกชนสวดมนต์เป็นประจำทุกวันนับว่าเป็นโองการที่ควบคู่กันกับที่ทรงให้เราอ่านพระธรรมบท ผลของการสวดมนต์ที่มีต่อจิตวิญญาณนั้นเหมือนกันกับของการอ่านพระธรรม บทสวดมนต์ภาคบังคับนั้นแตกต่างจากบทสวดมนต์อื่นตรงที่เป็นหนึ่งในโองการหลักที่มีผลบังคับใช้กับศาสนิกชน ประกอบกับการที่มีอากัปกิริยาขณะสวด ทั้งผู้สวดเองจะต้องหันหน้าสู่กิบลิห์ขณะที่กล่าวอธิษฐานในที่ส่วนตัว บทสวดมนต์ภาคบังคับมีอยู่ด้วยกัน 3 บท แต่ละคนก็จะสามารถเลือกสวดบทใดบทหนึ่งใน 3 บท แล้วแต่สมัครใจ

พระบาฮาอุลลาห์ทรงเน้นความสำคัญอย่างสูงสุดของการสวดมนต์ภาคบังคับนี้ พระอับดุลบาฮาได้เขียนอธิบายความสำคัญของเรื่องนี้ไว้ในพระธรรมบทตอนหนึ่งว่า การสวดมนต์ภาคบังคับนี้เป็น ?รากฐานแห่งศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า? เป็น ?หนทางนำสาธุชนให้ก้าวไปสู่ทางชีวิตอันบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยคุณธรรม? พระอับดุลบาฮากล่าวไว้ในอีกตอนหนึ่งว่า การสวดมนต์ภาคบังคับนี้เป็นโองการที่มีผลผูกพันทุกคน และทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างแก้ตัวไม่ได้ ผู้ที่อยู่ในข่ายยกเว้นไม่ต้องสวดคือบุคคลวิกลจริต หรือผู้ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผิดปกติโดยไม่คาดฝัน หากเราไม่สวดมนต์อธิษฐานทุกวันตามพระบัญชานี้แล้ว จะไม่มีหนทางที่ได้เข้าใกล้ชิดพระบาฮาอุลลาห์ได้เลย

?????????????นอกเหนือจากการสวดมนต์ ซึ่งศาสนิกชนจะต้องสวดเป็นประจำแล้ว ยังมีบทสวดมนต์อื่นๆที่ลิขิตขึ้นโดยพระบ็อบ พระบาฮาอุลลาห์และพระอับดุลบาฮาสำหรับใช้สวดในวาระโอกาสต่างๆกัน และไม่ได้ระบุเป็นโองการให้ใช้เป็นพิธีกรรมของศาสนา ผู้สวดย่อมเลือกสวดได้ตามสมัครใจและจะสวดตามใจต้องการเมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งยังสามารถใช้สวดเป็นการส่วนตัวหรืออาจจะใช้ในขณะที่ร่วมชุมนุมกัน

อำนาจของการสวดมนต์-อธิษฐาน

?????????????การสวดมนต์อธิษฐานขอให้ตนหลุดพ้นจากสิ่งที่ผูกพันทางโลกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาให้จิตใจวิญญาณผ่องแผ้วการสวดมนต์อธิษฐานคือสื่อทีเชื่อมสัมพันธภาพทางธรรมชาติระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ถ้าใครก็ตามสวดมนต์อธิษฐานในลักษณะที่ ละแล้วซึ่งความปรารถนาทั้งหลายทั้งปวง จิตวิญญาณของเขาก็จะได้รับแรงดลบันดาลใจอันทรงพลัง

?????????????พระกรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้าหลั่งไหลมาสู่มนุษย์ตามช่องทางที่เปิดเผยโดยแรงอธิษฐาน และสายธารแห่งพระเมตตาที่โปรยปรายลงมานั้นยังความผ่องแผ้วสดใสมาสู่จิตวิญญาณมนุษย์ เปรียบประดุจดังไม้ยืนต้นที่แผ่กิ่งก้านสาขาและใบเข้าหาดวงอาทิตย์ เพื่อจะได้ดูดซึมเอาแสงที่ให้ชีวิตแก่มันไว้ ถ้าจิตวิญญาณของมนุษย์สว่างไสวเรืองรองด้วยแสงธรรม เขาก็จะอธิษฐานด้วยจิตที่ถวิลหาแต่พระผู้เป็นเจ้าด้วยความปรารถนาที่จะเชิดชูบูชาพระองค์ด้วยจิตที่จดจ่ออยู่กับการจะได้ติดต่อกับพระองค์ หากการสวดมนต์อธิษฐานขาดคุณลักษณะที่กล่าวมานี้ การสวดมนต์นั้นก็จะเป็นเพียงการแสดงความจงรักภักดีแต่ปาก ปราศจากซึ่งความสุขหรรษาและความมีน้ำใสใจจริงและแล้วหัวใจของมนุษย์ก็จะไม่สามารถรับพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าที่หลั่งไหลแก่มนุษย์ในยุคนี้ได้ทั้งๆที่ดวงตะวันนั้นสาดรัศมีอันทรงพลังเจิดจ้าอยู่อย่างไม่รู้ดับสิ้น แต่ต้นไม้ใดก็ตามที่ตายด้านไม่ยอมรับแสงที่ให้กำเนิดชีวิตนั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นไม่ที่เหลือแต่ซาก ในทำนองเดียวกัน พลังอำนาจแห่งความรักนิรันดรที่อานุภาพฟื้นคืนชีพของพระผู้เป็นเจ้ากำลังแพร่สะพัดปกคลุมสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น กระนั้นก็ดี หากมนุษย์ไม่ยอมน้อมจิตใจบูชาพระองค์ เขาก็จะไม่ได้รับพลังสร้างสรรค์นี้จากพระผู้เป็นเจ้า

?????????????พลังอำนาจจิตที่บังเกิดขึ้นในสภาวะเมื่อศาสนิกชนตั้งจิตสู่พระผู้เป็นเจ้าด้วยมโนสำนึกที่ร้องสรรเสริญเถลิงพระเกียรติคุณนั้นเป็นพลังอำนาจที่มีความลึกลับเกินขีดความเข้าใจของมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและศรัทธาอันมั่นคงของวีรชนบังเกิดขึ้นจากแรงอธิษฐาน ศาสนิกชนทั้งหลายจึงสามารถดำเนินการเผยแพร่ศาสนา และในที่สุดเขาเหล่านั้นก็กลายเป็นเครื่องมืออันล้ำค่าที่นำผู้คนหลายพันหลายหมื่นเข้ามาสู่ร่มเงาศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์

ขั้นตอนที่สาม

?????????????อ่านพระธรรมคัมภีร์ของพระบาฮาอุลลาห์ แม้การได้อ่านศึกษานี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็จริง ลำพังการอ่านเพียงประการเดียวก็ไม่อาจยังให้จิตวิญญาณก้าวหน้าได้ถ้าไม่มี การรับใช้ศาสนา ควบคู่กันไปเปรียบประดุจดังคนที่รับประทานอาหารจุทุกมื้อ แต่ถ้าขาดการเคลื่อนไหวออกกำลังกายทุกวัน ในที่สุดเขาก็จะถูกโรคภัยคุกคามจนต้องล้มเจ็บลง ในทำนองเดียวกัน การพระธรรมคำสอนก็ต้องกระทำควบคู่กันกับการปฏิบัติตาม ปัจจุบัน การรับใช้ศาสนาในวิถีที่อำนวยบุญกุศลแก่ผู้บำเพ็ญอย่างสูงสุดได้แก่การสอนศาสนา เป็นกิจวัตรทุกวันควบคู่กันกับการช่วยสร้างและส่งเสริมสนับสนุนให้ธรรมสภาบาไฮแห่งท้องถิ่นทุกแห่งมีความแข็งแรงมั่นคง

?????????????ในยุคของศาสนาบาไอ การสอนศาสนาอันได้แก่การถ่ายทอดสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าให้ผู้อื่นได้รับฟังนั้นถือเป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก การสอนศาสนานั้นมิใช่เป็นเพียงหน้าที่ที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงมอบหมายให้ทุกคนเท่านั้น ในดุลยพินิจของพระองค์ การสอนศาสนาเป็น ?การบำเพ็ญกุศลที่มีผลบุญเหนือกิจทั้งปวง? พระอับดุลบาฮาได้กล่าวถึงการสอนว่า ?ในบรรดาของขวัญที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้ ของขวัญชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการให้ศาสนิกชนทุกคนได้รับโอกาสการสอนศาสนา เพราะอรงบุญแห่งการสอนศาสนานั้นผลักดันให้เราได้รับกระแสพระเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า การสอนศาสนานับเป็นหน้าที่อันดับแรกที่ทุกคนพึงกระทำ? อีกตอนหนึ่ง พระอับดุลบาฮาได้กล่าวไว้ว่า ?การสอนศาสนามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดจนนับได้ว่าเป็นศิลาฤกษ์แห่งรากฐานของศาสนาได้ทีเดียว?

ขั้นตอนที่สี่

จิตใจของศาสนิกชนจะพัฒนาได้สูงขึ้นเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขา มีความประพฤติที่ถูกทำนองคลองธรรมกอปรด้วยเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ มีความเคารพวินัยและคำสั่งสอนของพระบาฮาอุลลาห์หรือไม่เพียงใดด้วย เป้าหมายของบาไฮทุกคนอยู่ที่การดำเนินชีวิตให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมก่อน จึงจะสอนศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ

พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงลิขิตไว้ในพระธรรมบทตอนหนึ่งว่า ?พระผู้เป็นเจ้าทรงระบุให้ทุกคนมีหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของพระองค์ ก่อนที่ใครก็ตามจะยืนหยัดขึ้นปฏิบัติหน้าที่นี้จะต้องมีคุณลักษณะจำเป็นในเบื้องปฐมคือ เขาจะต้องประดับตนเองด้วยอาภรณ์แห่งความเที่ยงธรรม มีอุปนิสัยอันน่ายกย่องสรรเสริญ หากทำได้ตามนี้ คำพูดของเขาจึงจะสามารถโน้มน้าวจิตใจของผู้ที่สำเหนียกคำเรียกร้องเชิญชวนนั้น หากผู้สอนไม่มีคุณลักษณะดังกล่าว ความหวังที่เขาจะดึงดูดหัวใจของผู้รับฟังก็จะหมดสิ้นไป

พระดำรัสของพระบาฮาอุลลาห์ในข้อนี้ไม่เปิดช่องให้เราตั้งข้อสงสัยได้เลย พระบาฮาอุลลาห์ทรงตรัสว่า ?หากผู้สอนไม่ตกแต่งตนเองด้วยอาภรณ์แห่งความเที่ยงธรรมปราศจากอุปนิสัยอันน่าสรรเสริญแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เลื่อมใสในศาสนาได้? พระองค์ทรงเน้นหนักอยู่ที่คำว่า ?อย่าหวังเลย? และคำๆนี้เองที่ปิดวิถีทางอื่นๆที่เรานึกคิดเอาเองว่าจะสามารถนำมาใช้ให้ได้ผลเทียบเทียมได้ พระบาฮาอุลลาห์ทรงลิขิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในพระธรรมบทอื่นๆอีกหลายบท

การป้องกันศาสนา

ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ จะพบว่าทันทีที่ทารกถือกำเนิดขึ้น งานชิ้นสำคัญอันได้แก่การเลี้ยงดูป้องกันซึ่งทางฝ่าบิดามารดาจะต้องปฏิบัติด้วยความเมตตารักใคร่ระวังระไวก็เริ่มขึ้นทันทีทันใด ปรากฏการณ์ข้อนี้เกิดขึ้นกับศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน ในทันทีที่มีผู้กล่าวว่า ?ข้าพเจ้าเป็นบาไฮ? เขาก็เริ่มมีหน้าที่ปกป้องรักษาศาสนาซึ่งมีค่าสูงสุดนี้ไว้ และพร้อมกันนั้นต้องพยายามพัฒนาศาสนาให้มั่นคงขึ้น การอ่านพระธรรมบทและการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กล่าวไว้แล้ว จะช่วยให้เราได้โลดแล่นบนทางสัญจรที่นำไปสู่ความเจริญทางจิตใจและนำเราให้ได้เข้าใกล้พระบาฮาอุลลาห์

โจรสามประเภทที่ปล้นความศรัทธา

เมื่อเรามีความตั้งใจจะเจริญในวิถีทางแห่งธรรมแล้ว จำเป็นที่เราจะต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท มิฉะนั้น พลังทางด้านลบและด้านอธรรม จะปล้นความศรัทธาจากเราไป

1) โจรประเภทแรก คือ การผูกพันตัวเองอยู่กับโลกทางวัตถุ ในทัศนะของศาสนาบาไฮ การไม่ผูกพันกับโลกทางวัตถุมิได้หมายความว่าให้เราปฏิเสธวัตถุและความเป็นไปของโลก สิ่งใดก็ตามที่กีดขวางศาสนิกชนให้ออกห่างจากพระบาฮาอุลลาห์ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพันธนาการที่ผูกพันเราไว้กับโลกนี้ ความรักตนเองเป็นอุปสรรคขวางกั้นที่น่ากลัวที่สุด ความหลงและความรักตนเองนับเป็นศัตรูสำคัญของมนุษย์

2) โจรประเภทที่สองก็คือ การคบคนชั่วเป็นมิตร การคบคนชั่วเป็นมิตรเป็นทั้งอันตรายและเครื่องทำลายความศรัทธาที่เรามีต่อศาสนา นี่คือคำเตือนประการสำคัญของพระบาฮาอุลลาห์

?ดูกร บุตรแห่งธุลีดิน! จงระวัง อย่าเดินกับคนชั่ว อย่าหาทางเป็นมิตรกับเขา ทั้งนี้เพราะเพื่อนประเภทนี้จะแปรความผุดผ่องในดวงใจ ให้เปลี่ยนเป็นเพลิงโลกัณฑ์? เราควรจะทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ?คนชั่ว? ให้ดี คนชั่วอาจจะอ้างว่าตนเชื่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อว่ามีพระผู้เป็นเจ้าหรือนรกสวรรค์จริงนั้นอาจจะเป็นคนดีก็ได้

หากเราคบคนดี จิตวิญญาณของเราจะสูงขึ้นในทันทีที่เราติดต่อคบหากับบุคคลที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความรักพระบาฮาอุลลาห์ การคบคนชนิดนี้มีแต่จะช่วยให้ความเชื่อถือศรัทธาที่เรามีต่อพระผู้เป็นเจ้าเพิ่มพูนขึ้น พระบาฮาอุลลาห์ทรงลิขิตในหนังสือ ?พระธรรมวจนะแห่งความเร้นลับว่า?….ขอให้ผู้ที่หาวิถีทางติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้าจงมีไมตรีจิตมิตรภาพกับสาธุชนที่พระองค์ทรงรักใคร่ ขอให้ผู้ที่ปรารถนาจะได้สำเหนียกพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าจงสดับคำของนรชนที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว

3) โจรประเภทที่สามคือ การซุบซิบนินทาและการพูดให้ร้ายลับหลัง การค้นหาความผิดของผู้อื่นแล้วนำมาพูดนินทา จะเป็นเครื่องบ่อนทำลายรากฐานแห่งความเชื่อที่มีต่อพระบาฮาอุลลาห์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงสอนเราไว้ดังนี้

?ดูกร บรรดาผู้ที่อพยพเร่ร่อน! ลิ้นของเจ้านั้นเราออกแบบกำหนดให้กล่าวถึงแต่เรา จงอย่าทำให้มันแปดเปื้อนด้วยคำกล่าวร้าย เมื่อใดก็ตามที่เพลิงแห่งความเห็นแก่ตัวเผาผลาญเจ้า เมื่อนั้น เจ้าจงระลึกถึงความผิดของตัวเจ้าเอง จงอย่าได้ไปดูความผิดของสรรพสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาทั้งนี้เพราะคนทุกคนรู้จักตัวเองดีดีกว่ารู้จักผู้อื่น?

บทสรุปและข้อเสนอแนะที่น่านำมาปฏิบัติ

ในท้ายที่สุดนี้ พอจะสรุปหัวข้อสำคัญๆที่กล่าวมาแล้ว เป็นขั้นตอนการปฏิบัติ 4 ขั้นที่มีความจำเป็นแก่ชีวิตเราดังนี้

1) อ่านพระธรรมวจนะวันละ 2 เวลาอย่างสม่ำเสมอ การอ่านพระธรรมคัมภีร์เป็นกิริยาอากาที่แสดงออกซึ่งความเคารพบูชาพระผู้เป็นเจ้า การละเลยไม่อ่านไม่ว่าจะเป็นในตอนเช้าหรือเย็นก็เหมือนกับการที่คนเราอดอาหาร

ขอให้เราทั้งหลายจดจำไว้ว่า หากเราไม่สามารถอ่านพระธรรมของพระบาฮาอุลลาห์ในตอนเช้า เนื่องจากว่าไม่มีเวลาหรือต้องรีบร้อนไปทำงานแล้ว ขอแนะนำให้นำหนังสือติดตัวไปยังที่ทำงานด้วย และถ้ามีเวลาว่างเมื่อใด ท่านก็จะสามารถหยิบหนังสือมาอ่านได้แม้จะอ่านได้เพียง 2-3 ตอนเราก็ได้อาหารทางจิตวิญญาณแล้ว

การอ่านพระธรรมทุกเช้าและเป็นกิริยาอาการที่แสดงออกซึ่งความเคารพบูชาพระผู้เป็นเจ้า ส่วนการศึกษาพระธรรมประกอบกับภาคประวัติศาสตร์ของศาสนานั้นก็เพื่อให้เรามีความรู้ความเข้าใจศาสนาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การศึกษาอย่างหลังนี้ทำได้ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน สภายุติธรรมแห่งสากลได้รวบรวมหนังสือที่ใคร่ขอแนะนำให้ท่านอ่านดังนี้

– พลานุภาพแห่งความช่วยเหลือจากสวรรค์

– ยอดเยี่ยมในทุกสิ่ง

– ชีวิตครอบครัว

– ของขวัญแห่งการได้สอนศาสนา

2) การสวดมนต์ภาคบังคับบทใดบทหนึ่งใน 3 บท

3) สอนศาสนาด้วยการบอกเล่าข่าวสาส์นของพระบาฮาอุลลาห์แก่คนทั่วไป ด้วยการ

– สร้างมิตรภาพและเชิญเขาไปร่วมงานสังสรรค์อย่างสม่ำเสมอ

– เดินทางเผยแพร่ศาสนา

– สวดมนต์อธิษฐานขอให้ได้พบผู้ที่มีจิตใจตอบสนองพระธรรมคำสอนนี้

หากครูสอนศาสนามีความตั้งใจจริงและมีความเพียรพยายามแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระบาฮาอุลลาห์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเขาตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ เป็นหนทางทางชักนำให้สาธุชนผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์เข้าสู่วิถีธรรมนี้

4) ประการสุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ จงดำเนินชีวิตแบบบาไฮอย่างแท้จริง

ถ้าศาสนิกชนผู้ซึ่งตระหนักถึงสถานะของพระบาฮาอุลลาห์เป็นอย่างดีจะปฏิบัติให้ได้ตามนี้คือ

  • อ่านพระธรรมคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าทั้งเช้าและเย็น
  • เปิดหัวใจออกรับคำสั่งสอนของพระบาฮาอุลลาห์
  • สวดมนต์ภาคบังคับในลักษณะที่เป็นตามพระบัญชาของพระองค์
  • สมาคมกับบาไฮศาสนิกชนที่มีดวงใจระอุด้วยความรักศาสนา
  • หลีกเลี่ยงการคบหากับเหล่าอธรรม
  • ตื่นตัวขึ้นรับใช้ศาสนา

หากเขาปฏิบัติได้ตามนี้ ความรักที่เขามีต่อพระบาฮาอุลลาห์จึงจะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขาจะได้รับความช่วยเหลือจากอาณาจักรเบื้องบนให้เจริญทั้งทางด้านจิตใจและทางธรรม

ด้วยความรักและปรารถนาดี

ขอน้อมรับใช้พระผู้เป็นเจ้า

อดิบ ทาเฮอซาเดห์

(ท่านที่ปรึกษาศาสนา)